บาเยิร์น มิวนิค และนาทีนี้สถาปนาตัวเองเป็นโคตรทีม ฟุตบอล ไร้เทียมทาน

บาเยิร์น มิวนิค และนาทีนี้สถาปนาตัวเองเป็นโคตรทีม ฟุตบอล ไร้เทียมทานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”พี่เสือ” คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบมีสไตล์มากนะครับ ด้วยวิธีการเล่นในจังหวะ “เฮฟวี่ เมตัล” คือบีบสูงพลางเพรสซิ่งด้วยความเร็วแรงและหน่วงหนัก แล้วจู่โจมแบบลอบฆ่าด้วยเกมรุกที่ระห่ำโคตรโหดไม่ปรานีใคร

แถมการคว้าแชมป์ ฟุตบอล  ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขบวนล่าสุดอย่างยิ่งใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค ยังเพิ่มสถิติอันสุดยอดให้พวกเขาอีกถึง 2 อย่างด้วยกัน

ฟุตบอล

หนึ่งคือเป็นการคว้าแชมป์ โดยชนะรวดทุกนัดที่ลงสนาม เป็นจำนวน 11 นัดติดต่อกัน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนับตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แข่งเกมเดียวที่สนามเป็นกลาง หากแข่งระบบเดิมแบบ “เหย้า-เยือน” บางทีอาจทำสถิตนี้ไม่ได้

นิโก้ โควัช คุมทีมอยู่จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2019 โดยทำหน้าที่ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 นัดแรก ผลงานเอาจริงๆ มันก็ไม่ถือว่าเลวร้ายอะไรมากนักหรอก แต่ด้วยมาตรฐานและความคาดหวังที่เบื้องบนตั้งเอาไว้ กุนซือชาวโครแอตจึงเหมือนนั่งยองๆ อยู่ตรงปากเหวตลอดเวลา

กระทั่งโดน ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ถล่มแหลก ด้วยสกอร์ 5-1 ในศึกบุนเดสลีกา เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2019 นั่นแหละ

มันถือเป็นความยับเยินเกินกว่าที่พวกถ้ำเสือจะทัดทานทน นิโก้ โควัช จึงพ้นต้องจากตำแหน่ง ซึ่งรายงานข่าวกล่าวว่าเป็นแยกทางกันโดยยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้ฟังดูสวยงาม แต่ความจริงก็คือโดนปลดนั่นแหละ

ว่าแล้วเหน่วยเหนือของถ้ำเสือก็เอา “มือขวา” ของ นิโก้ โควัช นี่แหละขึ้นมารักษาการแทนไปก่อน

ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค จึงได้แนะนำตัวต่อสาธารณชนตั้งแต่ตอนนั้น

 

คือในระหว่างปี 1985 ถึง 1990 ที่ค้าแข้งให้เสือใต้แล้วคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 4 สมัย กับเข้าชิงยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อ 1987

ตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น พี่แกเป็นลูกทีมของกุนซือทั้งหมดถึง 5 คน คือ อ๊อตโต้ เรห์ฮาเก้ล, ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (รักษาการแทน), เคล้าส์ เอาเกนทาเลอร์ (รักษาการแทน), โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ และอ๊อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์

จุดเริ่มต้นจริงๆ น่าจะอยู่ตรงนี้
อดีตกุนซือของ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีชื่อเล่นว่า ‘อิล แทร็ป’ จัดเป็นกุนซือสายอนุรักษ์วัฒนธรรมตามแบบฉบับของ อิตาลี ขนานแท้ที่นิยมวิธีการเล่นแบบ “ตีหัวเข้าบ้าน”

บันทึกว่าเขาเรียนรู้เหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธ์ลูกหนัง รวมถึงจิตวิทยาในการคุมทีมจากกุนซือชาวอิตาลีผู้นี้ทุกสิ่งอย่างในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น “ลูกศิษย์” เลยดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่พี่แกไม่เห็นด้วยกับพระอาจารย์ของตัวเองคือวิธีการเล่นแบบ “ปลอดภัยไว้ก่อน”

เขาคงมองว่าวิธีการเล่นแบบนี้มันคงไม่สร้างสรรค์สักเท่าไหร่ แถมไม่ตรงกับแนวความคิดของตัวเองอีกต่างหาก

เป็นมือขวาของอาจารย์ได้สักระยะแล้วก็ถูกดึงไปเป็นผู้ช่วยของ โยอาคิม เลิฟ ในทีมชาติเยอรมัน ผ่านสมรภูมิลูกหนังระดับทีมชาติอย่างโชกโชนและโชกชุ่ม

ศึกยูโร 2008 (รองแชมป์), ศึกฟุตบอลโลก 2010 (อันดับที่ 3), ศึกยูโร 2012 (รอบตัดเชือก) ก่อนคว้าแชมป์โลก ในปี 2014

หลังจากนั้นจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกีฬาของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน ด้วยวัย 49 ขวบ และวางตูดทับตำแหน่งนี้ไปจนถึงเดือนมกราคม 2017

ช่วงเวลา 2 ปีที่หายไป ผมหาประวัติแกไม่เจอนะครับ โผล่มาอีกทีก็เป็นผู้ช่วยของ นิโก้ โควัช ในปี 2019

เส้นทางคล้ายๆ กุนซือทีมชาติอินทรีโลหะอย่าง โยอาคิม เลิฟ ที่เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงจากการเป็น “มือขวา” มากกว่าเป็น “เฮดโค้ช”

“เฮียล้วง” เอ๊ย! “เฮียเลิฟ’ เคยเป็นผู้ช่วยของบุนเดสเทรเนอร์อย่าง เจอร์เก้น คลินส์มันน์ ในระหว่างปี 2004-2006 ซึ่ง “พี่หลาม” นี่แหละครับที่เป็นผู้ปฏิวัติระบบ “ลิเบอโร่” ในสูตร 3-5-2 อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทีมชาติเยอรมัน และทุกสโมสรในบุนเดสลีกามาอย่างยาวนาน

สรุปว่าก่อนจะสถาปนาตัวเองเป็นยอดคน ยอดมือขวา และยอดกุนซือระดับ “ทริปเปิ้ลแชมป์” เพียงฤดูกาลแรกที่คุมทีม ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค เคยเป็นลูกทีมของโค้ชระดับปรมาจารย์อย่าง อ๊อตโต้ เรห์ฮาเก้ล, ฟร้านซ์ เบ็คเคนเบาเออร์, โจวานนี่
ตราปัตโตนี่ และอ๊อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์

ก่อนจะเรียนรู้ศาสตร์และศิลปะของการเป็นโค้ชอย่างจริงจังจาก โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ที่จัดอยู่ในประเภทบรมครูเหมือนก

หลังจากนั้นจึงฝากตัวเป็นศิษย์ของ โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเยอรมันเป็นเวลานานถึง 8 ปี

อันที่จริง บาเยิร์น มิวนิค จัดเป็นทีมที่คุณภาพคับตูดอยู่แล้วนะครับ

ขุมกำลังก็ใหญ่และยาว กุนซือที่ลูกทีมเรียกสั้นๆ ว่า “ฮันซี่” แค่เข้ามาต่อยอดให้มาตรฐานสูงขึ้นด้วยการจัดตำแหน่งผู้เล่นและปรับระบบการเล่นให้เหมาะสมและลงตัวยิ่งมากขึ้นพลางใส่ปรัชญาลูกหนังของตัวเองเข้าไปให้ลูกทีมแล้วลูกทีมสามารถทำตามได้อย่างมีวินัยและไม่ขัดเขิน

แต่การเข้ามาคุมทีมในระหว่างฤดูกาลเป็นครั้งแรกแล้วเสกให้ลูกทีมคว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” ได้สำเร็จก็ถือว่ามหัศจรรย์อยู่ดีนั่นแหละ แถมสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ บาเยิร์น มิวนิค ของ ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค เล่นได้ไฉไลกว่า บาเยิร์น มิวนิค ของ นิโก้
โควัช อย่างชัดเจน

เว็บ สมัคร เอเย่นต์ holiday บอกว่าก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงกุนซือระดับหัวแถวในโลกลูกหนังยุคปัจจุบัน

ชื่อแรกๆ ที่เรานึกถึงคือ เจอร์เก้น คล็อปป์, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, ซีเนดีน ซีดาน, โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ